โรงเรียนนครพิงค์อภิบาลกิจ

  

     For English Click Here   

....... โรงเรียนนครพิงค์อภิบาลกิจ ผู้ช่วยทางการพยาบาลคุณภาพ ศูนย์รวมความรู้ โดยทีมแพทย์และพยาบาลผู้ทรงคุณวุฒิ รับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ ........

 

หน้าหลัก

เรียนที่นี่ Free WIFI

 

.........................................

เพจโรงเรียน กดถูกใจรับข่าวสาร

..........................................

Facebook โรงเรียน กด@เพื่อน

 

.....................................................

การอ่านออกเสียงคำศัพท์เทคนิค

.....................................................

 

 

Home  กลับหน้าหลัก

เบาหวาน

  ตามจริงโรคเบาหวานเป็นโรคที่คุ้นหูกันพอควร  โรคนี้พบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ  อาจจะเป็น  เพราะผู้คนสนใจสุขภาพกันมากขึ้น  หมั่นตรวจสุขภาพและเทคโนโลยีทางการตรวจเบาหวานดีขึ้นมาก แต่ถึงอย่างไรแม้เราจะมีแพทย์ผู้เชียวชาญมากมาย  หรือเทคโนโลยีทันสมัยปานใด  ปัจจุบันเราก็ยังพบโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานได้บ่อยอยู่ เช่น ไตวาย, ตาบอด, แผลติดเชื้อ  ทำให้ต้องตัดขาพิการไป ซึ้งยังไม่รวมอย่างอื่น ๆ เช่น อัมพาต, หัวใจตีบนะครับ

จะว่าไปแล้วนะครับ เบาหวานก็คล้าย ๆ กับโรคอีกหลายโรคมักจะพูดถึงว่าเป็นเพื่อนกัน ( มักมาด้วยกัน ) คือ ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, เก๊าท์  และถ้าเป็นพร้อม ๆ กัน ทำให้การดำเนินโรค การรักษา มีภาวะแทรกซ้อนเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น  โรคที่กล่าวมาส่วนใหญ่  ไม่มีอาการระยะเริ่มแรก  เมื่อโรคเป็นมากแล้ว  ถึงค่อยแสดงอาการ  บางครั้งเมื่อเราไม่ค่อยสนใจสุขภาพเท่าที่ควรก็จะทำให้วินิจฉัยและรักษาล่าช้า  จนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือแม้กระทั่งเสียชีวิตครับ  จริง ๆ แล้วก็ไม่อยากให้ตกใจ  หรือตื่นกลัว, กังวลมากเกินไป  เกี่ยวกับโรคที่เป็นนะครับ  เพราะเมื่อเป็นแล้วต้องทำใจ  และยอมรับเพราะของมันเป็นกันได้ ( สังขารไม่เที่ยง ) ซึ่งถ้าเราปฏิบัติตัวดี  เหมาะสม ก็จะมาสารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข  เช่นคนที่ไม่เป็นโรคทั่วไป

ปัจจุบัน  วิถีชีวิตคน ( ไทย ) เปลี่ยนไปมาก  ทั้งในด้านสังคม  ซึ่งนับวันจะมีความเครียดสูง, ทำงานแข่งกับเวลา  หรือแข่งกันทุก ๆ อย่าง  ขาดกาออกกำลังกายและพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม  คือกินมากไปและไม่มีคุณภาพ  ไม่รวมถึงสารพิษที่เต็มใจบริโภคกันเข้าไปอีก เช่น บุหรี่และแอลกอฮอล์  จึงก่อให้เกิด การเกินพอดี  เนื่องจากกินมามากและสะสมานาน  ขาดการออกกำลังกาย  ซึ่งผมมักจะบอกกับคนไข้เสมอว่า พออายุเลย 40 ปีไปแล้วนะครับชีวิตก็เหมือนดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงพอดี  จากนั้นก็เริ่มบ่ายคล้อยลงเรื่อย ๆ อาหาร  พลังงาน จะเริ่มต้องการน้อยลง ดังนั้นถ้าเรากินเท่าเดิมก็ยังเกินเลยนะครับ  ดังนั้นควรบริโภคให้น้อยลงบ้าง และเน้นคุณภาพ  เรื่องกินนี้เรื่องใหญ่ครับ  มีเรื่องให้ฝอยเยอะ  คงพูดกันในโอกาสต่อ ๆ ไป พอเกินจนล้นก็เกิดโรคเบาหวาน ไขมันสูง เก๊าท์ น้ำหนักมากเกินไป  กลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง หัวใจ ไขข้อ ตามมาอีกพรวน

อู้ไปได้ตั้งเยอะ  ผมขอเข้าเรื่องเบาหวานเลยนะครับ  ก็เช่นที่ผ่านมา อยากคุยแบบสบาย ๆ ไม่ลงลึกถึงรายละเอียดทางวิชาการมากเกินไป ทำให้เบื่อกันเปล่า ๆ โรคเบาหวาน ดังที่ทราบกันเป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับขบวนการเคมีของร่างกาย ( Metabolism ) ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ  จนทำให้เกิดอาการขึ้น  คือ น้ำตาลที่สูงมากกว่าปกตินั้น เมื่อกรองผ่านไปที่ไต ไตไม่สามารถดูดน้ำตาลกลับได้หมด  จึงทำให้ความเข้มข้นของน้ำตาลในท่อไตมากกว่าปกติ  ทำให้น้ำ ( จากเลือดนั่นแหละครับ ) ไหลย้อนจากเนื้อไตเข้าไปยังท่อไต  ซึ่งมีความเข้มข้นสูง  แล้วก็ปัสสาวะออกมา  ทำให้ปริมาณน้ำปัสสาวะที่ออกมามากกว่าปกติ  อาการเริ่มแรกที่เห็น  คือ ปัสสาวะบ่อยและมาก  โดนเฉพาะตอนกลางคืน  อาจจะมากกว่า 3 4 ครั้ง  ขึ้นกับความรุนแรงของโรค  พอปัสสาวะมากก็ทำให้ร่างกายขาดน้ำ  จึงทำให้คนที่เป็นเบาหวาน  ต้องกินน้ำมาก ๆ เพื่อแก้กระหายและทดแทนน้ำที่เสียไป  และเนื่องจากร่างกายได้รับน้ำตาลจากการกินเข้าไปแล้ว เอาไปใช้ไม่ได้ จึงทำให้น้ำหนักลดค่อนข้างรวดเร็ว  และหิวบ่อย เพราะกินแล้วมันรั่วหายหมดไปทางปัสสาวะ  ดังนั้นอาการเริ่มแรกทั้งหมดของเบาหวานจึงเป็นปัสสาวะบ่อยมาก ดื่มน้ำมาก  กินเก่ง  หิวบ่อย  น้ำหนักลด

ถ้าจะเอาให้ลึกลงไปเล็กน้อย เกี่ยวกับกลไกการเกิดน้ำตาลสูง ตามปกติน้ำตาล ( แป้ง ) เป็นแหล่งพลังงานของเราเป็นอันดับแรก ต่อไปก็ไขมัน, โปรตีน  ตามลำดับ  เมื่อเรากินแป้งเข้าไปโดยธรรมชาติ เช่น ข้าว ขนมปัง  เส้นก๋วยเตี๋ยว น้ำตาล, เผือก, มัน  การที่จะเอาน้ำตาลไปเผาผลาญให้เกิดพลังงานต้องใช้อินซูลิน ที่สร้างโดยตับอ่อน ความผิดปกติที่พบมี 2 อย่าง คือ  ขาดอินซูลิน เพราะตับอ่อนไม่สร้าง  หรือว่ามีอินซูลินผิดปกติ  แต่เนื้อเยื่อหรือเซลล์ของร่างกายไม่ตอบสนอง  คือ ดื้อ อินซูลินนั่นเอง  โรคเบาหวานที่พบในคนอายุน้อย ( ส่วนใหญ่น้อยกว่า 30 ปี ) จะเป็นพวกขาดอินซูลิน  ส่วนพวกที่พบในผู้ใหญ่หรือคนสูงอายุ ( โรคเฉพาะคนอ้วน ) จะเป็นพวกดื้ออินซูลิน นอกจากอาการที่กล่าวมาข้างต้น  ยังมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากเซลล์ในร่างกายขาดน้ำ ( เหี่ยว ) เช่น อ่อนเพลีย วิงเวียน มึนงง ตามัว  คอแห้ง  หรือแม้แต่สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

การที่คนโบราณเรียกโรคเบาหวาน คงจะมาจากสมมติฐานที่ว่า ปัสสาวะ  ซึ่งอาจจะเกิดจากประสบการณ์การลองชิมปัสสาวะ หรือสังเกตเห็นมาตอม  แต่อาการมดตอมปัสสาวะ  ก็ไม่แน่เหมือนกันเพราะปัสสาวะมีสารประกอบอื่น ๆ อีกที่มดชอบ  ดังนั้นคงต้องพิจารณาอาการอื่น ๆ ด้วย

สาเหตุของโรคเบาหวาน  ที่ทราบกันคือกรรมพันธุ์ และปัจจัยอื่น ๆ กรรมพันธุ์หมายถึง ถ้ามีพี่น้อง พ่อแม่ ( ญาติสายตรง ) เป็นก็จะมีโอกาสหรือความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้มากกว่าคนที่ไม่มีประวัติครอบครัว แต่ไม่ใช่เป็นหมดทุกคน 100 % นะครับ และในทางกลับกันคนที่ไม่มีพ่อแม่พี่น้องเป็น ก็อาจจะเป็นคนแรกเลยก็ได้ คือ ถือเป็นต้นตระกูลเบาหวานก็ได้นะครับ  ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ก็สำคัญ เช่น ความอ้วน ขาดการออกกำลังกาย  กินอาหารแป้ง, น้ำตาลมากเกินไป  ส่วนสาเหตุหนึ่งที่พบคือ  เบาหวานจากการตั้งครรภ์, เบาหวานจากยา เช่น ยาสเตียรอยด์  ที่ชอบใช้แบบผิด ๆ รักษา โรคปวดข้อ, ปวดกระดูก, ตับอ่อนอักเสบ โดยเฉพาะที่ชอบดื่มเหล้ามาก ๆ จนเป็นตับอ่อนอักเสบ สุดท้ายก็เบาหวานจากการขาดสารอาหาร ( ทุพโภชนาการ )

เอาเป็นว่าเราได้คุยถึงอาการ  สาเหตุของเบาหวานแล้วนะครับ คราวหน้าคงพูดถึง การวินิจฉัย  การดูแลรักษาด้วยยา  การออกกำลังกาย และอื่น ๆ ที่เป็นโรคแทรกซ้อน ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน  นอกจากจะจำเป็นต่อผู้ป่วยเองแล้ว ยังจำเป็นต่อคนรอบข้าง, เช่นคนในครอบครัว คนใกล้ชิด โรงเรียน ( ในกรณีที่เด็กป่วย  ควรจะมีความรู้บ้าง ) เพราะโรคแทรกซ้อนของเบาหวานอาจจะมีอาการเฉียบพลันซึ่งต้องการ  การรักษาอย่างเร่งดวน  มิฉะนั้นอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตนะครับ  โรคแทรกซ้อนที่ว่า ยกตัวอย่างเช่น น้ำตาลในเลือดสูง หรือต่ำเกินไป การติดเชื้อรุนแรงเป็นต้น

ซึ่งได้แยกประเภทคร่าว ๆ ออกเป็นเบาหวาน 2 แบบ คือ แบบพึ่งอินซูลิน  คือต้องใช้อินซูลินในกาฉีดรักษา ( ตั้งแต่แรก ) ซึ่งมักจะพบในคนอายุน้อย หรือต่างกับประเภทที่ 2 ซึ่งมักพบในคนอายุมาก ประเภทนี้ใช้ยาเม็ดลดน้ำตาลแบบกินเข้าปากได้  จนถึงปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่า การรักษาเบาหวานที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือ การควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ใกล้เคียงปกติมากที่สุด ก่อนอื่น  เมื่อเราสงสัยว่าเป็นเบาหวาน คือ มีอาการที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ กินน้ำบ่อย ( เพราะคอแห้ง ) ปัสสาวะบ่อย, ครั้งละมาก ๆ หิวบ่อย ( ส่วนน้อยจะเบื่ออาหาร ยกเว้นตอนที่โทรมมาก ๆ แล้ว ) ผอมลงเรื่อย ๆ เพลีย โหย หรืออาการอื่น ๆ เช่น ตามัน มึนตามปลายมือปลายขา, กล้ามเนื้ออ่อนแรง แผลหายช้า  ซึ่งถ้ามีอาการที่กล่าวหลัง ๆ นี้ มักจะเป็นเบาหวานมานานจนเกิดอาการแทรกซ้อนแล้ว  บางคนจะเจอเบาหวานเมื่อมารักษาโรคอื่น ๆ ที่เกิดร่วมกับเบาหวาน เช่น โรคหัวใจ. โรคอัมพาตจากสมองตีบ, เส้นเลือดที่ขาตีบ, ตามองไม่เห็น จากเบาหวานขึ้นตา หรือต้อกระจก, หรือติดเชื้อโรคบางอย่าง เช่น วัณโรค ปอด เป็นต้น และคนไข้บางส่วนมักเจอว่าตนเองเป็นเบาหวานเมื่อเตรียมตัวผ่าตัด, ตรวจสุขภาพประจำปี เป็นต้น

เมื่อไปพบแพทย์  แพทย์ก็จะซักประวัติ  ตรวจร่างกายอย่างละเอียด  แล้วก็จะขอเจาะเลือด  เป็นอย่างน้อย หรือตรวจเพิ่มอื่น ๆ ก็แล้วแต่อาการจะพาไปนะครับ  การตรวจของแพทย์เพื่อจะทราบว่า

-         เป็นเบาหวานหรือไม่ รุนแรงขนาดไหน

-         มีโรคแทรกซ้อนหรือโรคที่เกิดร่วมกันหรือไม่ เช่น ไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง, ไตวาย, ความเสื่อมของระบบประสาท, เส้นหัวใจ หรือเส้นเลือดขาตีบ, มีแผลที่เท้าหรือไม่, สมรรถภาพการมองเห็น เป็นต้น

จะเห็นว่าซับซ้อน  หรือดูเหมือนจะยุ่งยากใช่มั้ยครับ แต่อย่ากลัวและอย่ากังวลเลยนะครับ  ทุกอย่างต้องมีทางแก้ไข อย่างน้อยก็ผ่อนหนักเป็นเบา  ดังจะกล่าวต่อไปนะครับ ขอเพียงให้ใจเรารักกัน เอ้ยไม่ใช่นะครับ สนอกสนใจสุขภาพบ้าง ดูแลรักษาตามที่ควร  ก็เหมือนรถยนต์นะครับ หมั่นตรวจสอบ ดูน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนเบรคไปตามระยะ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันขับลูกเดียว เดี๋ยวก็ตาบกลางทางนะครับ

เอาเป็นว่า เมื่อแพทย์ตรวจทุกอย่างรวมทั้งเจาะเลือดไปตรวจแล้ว อ้อ ! การตรวจเลือดส่วนใหญ่ จะเจาะหลังอาหารอย่างน้อย 6 ชม. ครับ ดังนั้นถ้าท่านต้องการตรวจเลือดเบาหวาน, ไขมัน ดีที่สุดคือ ตอนเช้า อย่าเพิ่งทานข้าวเช้า ห้ามกินอาหารหลัง 6 ทุ่ม จิบน้ำบริสุทธิ์แก้คอแห้งได้บ้างเล็กน้อยความจริงถ้าจะดูไขมันให้ละเอียด อด 12 ชม. ได้จะแจ๋วมาก คือกินอาหาสัก 5 6 โมงเย็น จากนั้นอด ( ลูกเดียว ) จนถึงเช้านะครับ

สรุปความเมื่อแพทย์แจ้งท่านว่าเป็นเบาหวานแล้ว ( บางครั้งถ้าไม่มีอาการอะไร แพทย์จะขอตรวจเลือดซ้ำ ) อย่างแรกสุด แพทย์จะอธิบายให้ท่านทราบว่า เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังนะครับ เป็นแล้วไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมให้ใกล้เคียงกับปกติได้ ถ้าท่านปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำได้ดี ผลบุญก็จะเกิดแก่ท่าน ก็จะสามารถดำรงชีวิตได้ปกติสุขเฉกเช่นคนที่ไม่เป็นเบาหวานทั่วไป  เมื่อได้ฟังดังนั้น ท่านควร(ต้อง)ยอมรับว่า  อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด  และเมื่อเกิดแล้วก็ต้องยอมรับ สามารถอยู่ร่วมกับโรคเบาหวานอย่างมีความสุขนะครับ  ไม่ต้องกังวลนะครับ  การรักษาเบาหวานมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1.      ลดอาการที่เกิดจากน้ำตาลสูง (ดังที่กล่าวมาแล้ว)

2.      ลดภาวะแทรกซ้อนทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น ช็อกจากน้ำตาลสูง, ติดเชื้อ, ภาวะเลือดเป็นกรด หรืออาการแทรกซ้อนระยะยาว เช่น ไตวาย, ตาบอด, ปลายประสาทเสื่อม, แผลที่เท้า ซึ่งต้องสูญเสียเท้าหรือขาไป

3.      เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี  และมีความสุขในเด็กต้องให้เด็กสามารถเจริญเติบโตและพัฒนาการได้อย่างปรกติ

4.      ในคนท้อง  ต้องไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่าการตั้งครรภ์  ให้ปลอดภัยทั้งลูกและแม่

เมื่อวินิจฉัยได้แน่นอน และอธิบายให้ผู้ป่วยทราบ, ตั้งตัวและทำใจได้แล้ว ( อันนี้สำคัญมาก  เพราะถ้าผู้ป่วยหรือญาติไม่เข้าใจ จะทำให้การักษาไม่ได้ผลดี  และล้มเหลวในที่สุด ) แพทย์ก็จะแนะนำการรักษาดังต่อไปนี้ ซึ่งสำคัญพอ ๆ กันในการควบคุมเบาหวาน ทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ผลดี

1.      เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน คือควบคุมอาหาร ( อย่าเห็นแก่กิน )

2.      ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

3.      การใช้ยา ยาเม็ดลดน้ำตาล หรือฉีดอินซูลิน

4.      รักษาโรคที่เกิดร่วม หรือโรคแทรกซ้อน ( ดังที่กล่าวมาแล้ว )

ก็จะขอขยายความพอสังเขปนะครับ

1 เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน, ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทน้ำตาลและแป้ง  เนื่องจากน้ำตาลที่สังเคราะห์แล้ว เช่น น้ำตาลทราย หรือขนมที่ผสมหรือเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลทราย เช่น น้ำหวาน, นม, กาแฟ, ใส่น้ำตาล, น้ำผึ้ง, น้ำอัดลม, ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง ขนมหวานอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยง หรือกินน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็น ( ไม่ให้ลงแดง ) ส่วนอาหารประเภทแป้งธรรมชาติ เช่น ข้าว ควรกินข้าวจ้าวมากกวาข้าวเหนียว ถ้าเป็นข้างกล้องจะดีมาก กินพออิ่ม แป้งอื่น ๆ ที่เหมือนข้าว เช่น ขนมปังจืด, เส้นก๋วยเตี๋ยว, วุ้นเส้น อันนี้ก็กินพออิ่ม ๆ อย่ากินจุก ถ้าน้ำหนักมากก็ควรลดลง ( ไม่ให้งดเป็นมื้อ ) เรื่องน้ำหนักเอาง่าย ๆ คือ น้ำหนักมาตรฐาน ผู้ชายส่วนสูงเป็นเซนติเมตร 100 ส่วนผู้หญิง ลบด้วยร้อยแล้ว x 0.9 ถ้าน้ำหนักเกินก็ควรลดอาหาร, ถ้าขาดก็เพิ่มปริมาณอาหาร ส่วนผลไม้ประเภทเส้นใยสูงไม่หวาน กินได้ไม่จำกัด เช่น ชมพู่, ฝรั่งดิบ, แอปเปิ้ล, เมล็ดพืชผัก,  ถั่ว ผลไม้หวาน ๆ ให้กินพออร่อย หอมปากหอมคอ เช่น แตงโม, ส้มเขียวหวาน, มะม่วงสุก, กล้วย ฯลฯ ผลไม้ที่ไม่ควรกินเลย คือ ลำไย, สับปะรด, ทุเรียน อาหารไขมันควรลดด้วย อาหารโปรตีนกินปกติ ยกเว้นมีปัญหาไตวายร่วมด้วยให้ลดลง

ถ้าขาดความหวานไม่ได้ เช่น นม, กาแฟและชาให้ใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมมาใช้แทน

แอลกอฮอล์ ( เหล้า, เบียร์, อื่น ๆ ) ทำให้การควบคุมเบาหวานลำบากและอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน  เช่น น้ำตาลต่ำเกินไป และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ดื่มวิสกี้บาง ๆ ได้ 1 แก้ว แต่ต้องกินหลังอาหาร

2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะชวยทำให้การควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น  นิ่มนวลขึ้น  ในผู้ป่วยที่น้ำตาลในเลือดสูงมาก  อาหารไม่มาก  บางทีออกกำลังกายและควบคุมอาหาร  สามารุทำให้ น้ำตาลใกล้เคียงปกติ โดยไม่ต้องกินยาก็ได้, การออกกำลังกาย ยังช่วยควบคุมน้ำหนัก ( ในคนที่เกิน ) ไม่ให้มากเกินไป เพราะน้ำหนักยังมรผลทางอ้อมทำให้น้ำตาลในเลือกสูงขึ้นได้  นอกจากนั้นทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน  เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ, เส้นเลือดสมองตีบ, ทำให้หัวใจแข็งแรง เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ทำให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้นะครับ

การออกกำลังหายไม่ควรหักโหม  โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยออก, ผู้สูงอายุ ผู้ที่น้ำหนักเกินมาก ๆ ( อ้วน ) ควรค่อย ๆ เริ่มตามศาสตร์ของการออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายที่ร่างกายใช้ ออกซิเจน ( aerobic exercise ) เช่น เดินเร็ว ๆ , วิ่งเหยาะ ๆ, ปันจักรยาน อยู่กับที่ หรือเคลื่อนที่ ( ถ้าแน่ใจว่าจะไม่โดนชน ) เต้นรำ, เต้น aerobic , ตีกอล์ฟ ประมาณ 4 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง พอนาน ๆ เข้า ถ้ายังมีแรงจะเอามากกว่านี้ก็ได้นะครับ แต่ขอให้ค่อยเป็นค่อยไป ( อย่าใจร้อน ) การออกกำลังกายเป็นการทำให้สุขภาพใจ และกายดี แข็งแรง ซึ่งท่านต้องลงทุนลงแรงเอง เพราะท่านไม่สามารถซื้อหาการมีสุขภาพที่ดีได้ ตามร้าน หรือห้างสรรพสินค้า  ยิ่งถ้าออกเป็นประจำแล้ว จะรู้สึกเสพติด พอ 4 5 ทุ่มแล้วก็จะง่วง หลับสบายไม่ฟุ้งซ่าน  เมื่อออกกำลังกายแล้วก็ต้องพักผ่อนให้พอด้วยนะครับ  ถ้านอนได้วันละ 8 ชม. ล่ะก็สมบูรณ์แบบ ( ถ้ากลางคืนนอนไม่พอ ต้องหาเวลาแอบงีบระหว่างวันเอง )

ก่อนจะพูดถึงการรักษาเบาหวานด้วย ยา ผมขอเน้นและขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าการรักษาโรคเบาหวานจะได้ผลดีนั้น  ตัวผู้ป่วยรวมถึงผู้ใกล้ชิด เช่น ญาติ พี่ น้อง คนดูแล  จะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคและแนวทางการรักษาพอสมควร เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรัง  รักษาไม่หายขาดจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่อง  เพื่อให้คุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวเท่าคนปกติ  และการรักษาต้องประกอบไปด้วย 3 อย่าง  ซึ่งสำคัญพอ ๆ กัน จะเอาทางหนึ่งทางใด ทางเดียวหรือกึ่ง ๆ ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็จะไม่ได้ผลดีนักครับ ออกกำลังกายควบคุมอาหารและยา )

การรักษาเบาหวานด้วยยาประกอบด้วย

1.ยาควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด เช่น ยากินและยาฉีด ( Insulin )

2.ยาที่รักษาโรคที่เกิดร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง, โรคเกาท์ เป็นต้น

3.ยาที่รักษาโรคแทรกซ้อน เช่น ยาป้องกันเส้นเลือดตีบ ยาขนายเส้นหัวใจ ( โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ) ยารักษาโรคไตวาย ( รวมถึงการฟอกเลือดถ้าจำเป็น ) ยารักษาอาการอัมพาตจากเส้นเลือดสมองตีบ ( หรือแตก ) ยารักษาตาในกรณีทีโรคแทรกซ้อนทางตา, ยารักษาแผล, ขยายเส้นเลือดที่เท้า, ขาในกรณีเกิดแผลติดเชื้อเรื้อรัง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเป็นเบาหวาน 1 โรค มียาพ่วงมาอีกมากมาย ชวนให้ปวดหัวสับสน  แต่ไม่ต้องท้อแท้นะครับปล่อยให้เป็นเรื่องของพวกหมอ ๆ เค้านะครับในการพิจารณาต่าง ๆ ส่วนตัวผู้ป่วยก็คอยปฏิบัติตามคำแนะนะของแพทย์ ถ้าสิ่งไหนไม่เข้าใจก็สามารถซักถามหมอ ( ที่รู้ใจ ) เพื่อจะทราบแนวทางอย่างแจ่มแจ้ง ในที่นี้จะกล่าวถึงรายละเอียดเฉพาะยา ที่ใช้ลดระดับน้ำตาลเท่านั้นครับ

1.      ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด  เป็นที่ทราบกันแน่นอนแล้วว่า  การควบคุมเบาหวานให้ร่างกายดำเนินเหมือนคนปกติมากที่สุด ก็โดยการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด เอาง่ายๆ ว่าให้น้ำตาลหลังอดอาหาร 6 ชม. อยู่ในช่วง 100-120 ( .. เปอร์เซนต์ ) ถ้าในคนอายุน้อย ๆ, คนท้อง หรือในขณะเจ็บป่วยอย่างอื่นรวมด้วย ( เช่น ติดเชื้อ, เส้นเลือดหัวใจหรือสมองตีบ ) การควบคุมต้องเคร่งครัดมาก ส่วนในคนสูงอายุควรควบคุมอาจผ่อนคลายได้บ้าง ( ไม่ตึงเกินไป ) โดยเฉพาะที่มีอาการแทรกซ้อน เช่น ไตวาย เพราะจะทำให้น้ำตาลในบางช่วง ต่ำเกินไป เป็นอันตรายรุนแรงได้ครับ

เนื่องจากเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ( ตลอดชีวิต ) การบริหารยาในผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องสะดวก ดีที่สุดคือควบคุมยังไม่ได้ จึงจะต้องเพิ่มเป็นเช้า, เย็น หรือเช้า, เที่ยง, เย็น, หรือแม้กระทั่งก่อนนอนด้วย ( ส่วนน้อย ) ซึ่งการใช่ยาหลายๆ ครั้งต่อวัน มักจะเกิดในกรณีผู้ป่วยต้องนอนรักษาตัวใน รพ. ที่จะต้องรีบลดน้ำตาลลงอย่างรวดเร็ว เช่นมีการติดเชื้อร่วมด้วย, ภาวะน้ำตาลสูงมาก, ก่อนผ่าตัด, ระหว่างผ่าตัด, หรือหลังผ่าตัด เป็นต้น

1.1              ยากิน ( ยาเม็ดลดน้ำตาล ) เป็นยาในอุดมคติ คือ ถ้าคนไข้สามารถใช้ยากินได้ทุกคนจะดีมาก คือ สะดวก ไม่แพง ทำให้สามารุใช้ยาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดยา ยาเม็ดลดน้ำตาลมีหลายแบบบางตัวไม่ค่อยนิยมใช้ไปแล้วมีทั้งแบบกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และกินหลังอาหาร, กินพร้อมอาหารคำแรก วันละ 3 มื้อ ลักษณะการกินยาแบบนี้สำคัญมาก ควรจะอ่านวิธีกินยาให้เข้าใจชัดเจน ถ้าไม่แน่ใจควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้ชัดเจนนะครับ เพราะการกินยาผิดวิธีทำให้ผลของยาไม่เต็มที่ หรืออาจจะเกิดอาการข้างเคียงจากยาได้ ส่วนยากินแพทย์ก็จะเริ่ม ครึ่งเม็ด 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า ครึ่งชั่วโมง ขึ้นกับระดับน้ำตาลในเลือดและลักษณะของคนไข้ ( เช่น อ้วน, ผอม, ทำงานมาก, น้อย เป็นต้น ) จากนั้นก็จะนัดตรวจเลือดครึ่ง 1 เดือน เพื่อปรับยา ถ้าระดับน้ำตาลค่อนข้างคงที่แล้วก็จะนัดห่างออกไปเป็น 1-2 เดือน ขนาดยาที่ใช้แต่ละครั้ง อาจจะไม่เท่าเดิมขึ้นกับระดับน้ำตาลที่วัดได้  และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยในเรื่องการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ดังนั้น  อาจจะต้องปรับยาอยู่บ่อย ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจเลือดและปรับยา เราจะไม่มีทางรู้ระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยทางอื่น นอกจากตรวจเลือดนะครับจะใช้อาการเป็นตัวตัดสินได้ยาก เพราอาการเริ่มมี่ก็ต่อเมื่อโรคเป็นมากแล้ว  ขนาดของยาในแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันบางคนอาจจะครึ่ง 1 เม็ดตลอด บางคนอาจจะต้องเพิ่มขนาดยา, เพิ่มชนิดไปเรื่อย ๆ ระดับหนึ่งเพื่อให้ควบคุมน้ำตาลได้ ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยนะครับว่าตัวยาของเราไม่เหมือนคนอื่นทั้งชนิดและปริมาณ  ดังนั้นสิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือพบแพทย์สม่ำเสมอ เพื่อตรวจน้ำตาลและปรับยา หรือคำแนะนำเพิ่มเติมอื่น  แต่ถ้ามีอาการแทรกซ้อน หรือเจ็บป่วยอื่นร่วม, มีอาการไม่สบายขึ้นมาก็สามารถไปพบแพทย์ก่อนนัดได้นะครับ

1.2               ยาฉีด ( Insulin ) ยาฉีดมีหลายชนิด ( ยี่ห้อ ) แต่แบ่งง่าย ๆ เป็นออกฤทธิ์สั้น ต้องให้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้งขึ้นไป ( อาจจะ 3-หรือ 4 ครั้ง ) มักใช้เมื่อผู้ป่วยนอนใน รพ. หรือใช้ในกรณีเสริมยาอื่น ๆ เป็นครั้งคราว เพื่อให้น้ำตาลลดลงอย่างรวดเร็ว แบบที่ 2 คือ ออกฤทธิ์นาน คือให้วันละครั้ง (เช้า) เป็นส่วนใหญ่ ยกเวนในรายที่ต้องใช้ขนาดยาต่อวันมาก ( เช่น เกิน 40 50 ยูนิตต่อวัน ) อาจจะแยกเป็น เช้า เย็น ยาฉีด ควรให้ไม่มากกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนอาหาร ปัจจุบันมีการเอายา 2 แบบ ผสมในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ( 70/30 ) เพื่อให้การควบคุมน้ำตาลในแต่ละวันคงที่มากที่สุด สรุปแล้วว่า เมื่อแพทย์แนะนำว่ามีข้อบ่งชี้ว่าจะต้องฉีดยาแล้วนะ ก็จะกะขนาดยาฉีดให้และต้องฉีดยาทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ตามสั่งและนัดมาตรวจเลือดเป็นระยะ เพื่อปรับยา เหมือนการกินยา แต่ในรายที่ดูว่าต้องฉีดยาตลอดชีวิตแน่ ๆ แล้วแพทย์มักจะสอนผู้ป่วยฉีดยาเอง เพราะถ้าฉีดยาเองได้จะสะดวกมาก ในกรณีที่ฉีดยาเอง ตำแหน่งฉีดควรจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากบริเวณหน้าท้องรอบสะดือ, ต้นขาขวา+ต้นขาซ้าย เป็นการฉีดใต้ผิวหนังตื้นไปหรือลึกไปไม่ได้ ไม่ควรฉีดซ้ำที่เดิม ฉีดแล้วไม่นวดหรือคลึงบริเวณที่ฉีด ไม่ออกกำลังกายทันที เพราะจะทำให้การดูดซึมยาเร็วไป หรือช้าไปได้ ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถฉีดยาเอง ญาติก็ควรจะฝึกการฉีด จะทำให้สะดวกมาก ถ้าฉีดเองไม่ได้ จึงจำเป็นต้องไปฉีดที่โรงพยาบาลทุกวัน ยาฉีดทุกชนิดต้องแช่ในตู้เย็น ( ช่องธรรมดา ) ไว้ตลอด

ข้อ 2 และ 3 ยาที่ใช้ในกรณีที่มีโรคอื่นร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, โรคตับ และยาที่ใช้เมื่อมีโรคแทรกซ้อน เช่น อัมพาต, ไตวาย เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีหลายขนานมาก ดังนั้น การที่จะใช้ยาหลาย ๆ อย่างร่วมกันและร่วมกับยาเบาหวาน ต้องคำนึงถึงปฏิกิริยาระหว่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น ยาลดความดันบางครั้งมีผลต่อระดับน้ำตาล ทำให้สูงควบคุมยาก, หรือลดลง, หรือกลบอาการน้ำตาลต่ำ, ยาลดความดันบางตัวทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง ยาเบาหวานบางตัวทำให้เส้นเลือดแข็งตัว ตีบตันเร็วขึ้น, เมื่อมีโรคบางอย่างเช่น ไตบกพร่อง ไตวาย, ตับแข็ง ยากินลดน้ำตาลเกือบทั้งหมด, ( ยกเว้นบางตัว ) ไม่ควรใช้ อาจจะทำให้สะสมและน้ำตาลต่ำรุนแรง ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ฯลฯ แต่ไม่ต้องตกใจนะครับ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณ์สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อคนไข้อยู่แล้ว

                                                  นพ.เชวง  ลิขสิทธิ์

Home  กลับหน้าหลัก

 

Send mail to applepanita@gmail.com  with questions or comments about this web site.
Copyright 2005 Nakornpingaphibalkit Nurse Aide School
Last modified: มิถุนายน 21, 2560